ประเพณีและวัฒนธรรม อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
1.งานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซี่ยน
ยะลาเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ตอนล่างที่นิยมเสียงของนกเขาและยังเชื่อว่า นกเขาเป็นสัตว์มงคลที่จะนำโชคลาภมาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ โดยเฉพาะหากเป็นนกเขาที่มีลักษณะถูกต้องตามตำรา ด้วยเหตุนี้ทางเทศบาลเมืองยะลาร่วมกับชมรมผู้เลี้ยงนกเขาชวาจังหวัดยะลา จึงจัดให้มีการแข่งขันนกเขาชวาเสียงชิงแชมป์อาเซี่ยน ครั้งที่ 1 ขึ้นในประเทศไทย เมื่อปี 2529 ต่อมาได้จัดเป็นงานเทศกาลประจำปีของจังหวัดยะลา ณ บริเวณสนามสวนขวัญเมือง กำหนดการจัดงานคือ วันเสาร์-อาทิตย์ แรกของเดือนมีนาคม ทุกปี ผลปรากฏเป็นที่นิยมของผู้ที่เลี้ยงนกเขาจากทั่วภูมิภาคของประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซียในการแข่งขันได้แบ่งระดับเสียง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเสียงเล็ก ระดับเสียงกลาง และระดับเสียงใหญ่
ปัจจุบันเทศบาลนครยะลาร่วมกับชมรมนกเขาชวาเสียงจังหวัดยะลาและกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นผู้จัดการแข่งขัน นอกจากมีการแข่งขันนกเขาชวาเสียงแล้วยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การชนโค ชนแกะ ชนไก่ ตกปลา และจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์การเลี้ยงนกเขาชวาทุกชนิด
2.งานสมโภชหลักเมืองยะลา
จากการดำริของ พ.ต.อ. (พิเศษ) ศิริ คชหิรัญ ครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาร่วมใจกันก่อสร้างหลักเมืองขึ้นที่บริเวณศูนย์วงเวียน หน้าศาลากลางจังหวัด โดยเริ่มวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504 เวลา 10.30 น. โดยกรมป่าไม้เป็นผู้จัดหาไม้ชัยพฤกษ์ จากป่าเมืองกาญจนบุรีเสาหลักเมืองมีลักษณะเป็นแท่งกลม ต้นเสาวัดโดยรอบได้ 105 เซนติเมตร ปลายเสา 48 เซนติเมตร สูง 1.25 เมตร มีเทพารักษ์จากกาญจบุรีมาประจำอยู่วางบนฐานกลมแกะสลักลวดลายแบบไทย ลงรักษ์ปิดทองรอบฐานชั้นบนและกลางแกะสลักเป็นรูปนักรบโบราณถือโล่และดาบ กล่าวกันว่าเป็นวิญญาณแม่ทัพคนหนึ่งของพระเจ้าตากสินมหาราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระสุหร่ายและทรงเจิมยอดเสาหลักเมืองและพระราชทานแก่ พ.ต.อ. (พิเศษ) ศิริ คชหิรัญ เมื่อวันศุกร์ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 และได้ฤกษ์ประกอบพิธีฝังเสาและปักยอดกลักเมืองเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 เวลา 12.11 น.ยอดเสาหลักเมืองแกะเป็นรูปพระพรหมมี 4 หน้า อันเป็นหลักแห่งความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ส่วนศาลหลักเมืองก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตบแต่งด้วยหินขัดทั้งหลังเป็นรูปจัตุรมุข หันหน้าไปตามทิศทั้ง 4 มีบันไดขึ้นทั้ง 4 ทิศ รูปลักษณ์สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สอบสอง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสลับสี ตัวศาลากว้าง 6.00 เมตร สูง 6.50 เมตร มีถนนทางเข้า 4 ทิศ รอบ ๆ ตัวศาลมีสระน้ำและปลูกไม้ประดับพันธุ์ไม้ไทย หลังจากพิธีกรรมในการฝังหลักเมืองผ่านพ้นไปแล้ว ได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองสมโภช 7 วัน 7 คืน ตั้งแต่วันที่ 25 – 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 และได้ยึดถือเป็นงานสมโภชประจำปีทุกปีตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน
3.เทศกาลฟื้นฟูประเพณี มหกรรมผลไม้และของดีเมืองยะลา
บริเวณเทศบาลเมืองยะลา ในเสาร์และอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคม จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกลุ่ม คนจีน ไทยพุทธ และไทยมุสลิม การประกวดรำซีละ ประกวดสตรีแต่งกาย ชุดบานง ประกวดศรีบุหงาศิริ ประกวดรำรองเง็ง ประกวดขับร้องเพลงอันนาซีตภาษามลายู และภาษาไทย อีกทั้งยังมีนิทรรศการของดีเมืองยะลา เช่น กล้วยหิน ไม้เหลาชะโอน กบภูเขา และปลามังกร
4.เทศกาลตักบาตรเทโวโรหณะ
ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่องค์พระศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลงจากเทวโลก หลังจากเสด็จขึ้นไปจำพรรษาอยู่ในดาวดึงส์ และตรัสพระอภิธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดาในเทวโลกมาตลอดระยะเวลา 3 เดือน เมื่อออกพรรษาก็เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ โดยเสด็จลงมาทางบันไดสวรรค์ที่ประตูเมืองสังกัส สนคร วันเสด็จลงมาจากเทวโลกนั้น เรียกว่า “ วันเทโวโรหณะ ” เป็นวันบุญกุศลที่สำคัญวันหนึ่งทาง พระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกจึงพร้อมใจกันทำบุญตักบาตรแก่พระสงฆ์ และถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
สถานที่จัดงานจะใช้วัดคูหาภิมุข เพราะวัดมีปูชนียสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญมีบันไดลงจากเขาซึ่งคล้ายคลึงสมัยพุทธกาลที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาชมพูทวีป ณ สังกัสสนคร กอร์ปกับวัดมีศาสนวัตถุที่มีคุณค่าและมีสภาพเก่าแก่ที่สุด
5.ประเพณีชักพระ
ประเพณีชักพระเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวใต้ ซึ่งเป็นประเพณีทำบุญในวันออกพรรษา ซึ่งตรงกับ วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ซึ่งเชื่อกันว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนจึงมารอรับเสด็จ แล้วอัญเชิญพระพุทธ เจ้าขึ้นประทับบน บุษบกแล้วแห่ไปรอบเมือง
6.วันสาร์ทเดือนสิบ
เป็นงานบุญประเพณีของคนภาคใต้ของประเทศไทย ที่ได้รับอิทธิพลด้านความเชื่อ ซึ่งมาจากทางศาสนาพราหมณ์โดยมีการผสมผสานกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเข้ามาในภายหลัง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและญาติที่ล่วงลับ ซึ่งเชื่อว่าได้รับการปล่อยตัวมาจากภูมินรกที่ตนต้องจองจำอยู่เนื่องจากผลกรรมที่ตนได้เคยก่อไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะเริ่มปล่อยตัวจากภูมินรกในทุกวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 เพื่อมายังโลกมนุษย์ โดยมีจุดประสงค์ในการมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้องที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นก็จะกลับไปยังภูมินรก ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10ช่วงระยะเวลาในการประกอบพิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบ จะมีขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ ถึง วันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี แต่สำหรับวันที่ชาวใต้มักจะนิยมทำบุญกันมากคือ วันแรม 13 ถึง 15 ค่ำประเพณีวันสารทเดือนสิบ โดยในส่วนใหญ่แล้วจะตรงกับเดือนกันยายน
7.การกวนอาซูรอ
ขนมอาซูรอหรือขนมบูโบร์ซูรอ เป็นขนมที่ชาวไทยมุสลิมทำขึ้นในวันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม ซึ่งเป็นเดือนแรกขอวปฏิทินอาหรับขนมชนิดนี้เป็นขนมที่ได้จากการนำอาหารหลายอย่างมารวมกันแล้วกวนให้เป็นเนื้อเดียวกันคล้ายขนมเปียกปูน ประเพณีการกวนขนมอาซูรอเริ่มจากเจ้าภาพประกาศเชิญชวนชาวบ้านว่าจะมีการกวนขนม เมื่อถึงวันนัดหมาย ชาวบ้านจะนำเครื่องปรุงขนมมารวมกันและช่วยกันกวน เมื่อเสร็จแล้วจะกล่าวขอพรพระเจ้าแล้วจึงแบ่งขนมไปกินกัน เครื่องปรุงขนมที่ใช้ได้แก่ เครื่องแกง ข้าวสาร น้ำตาล กะทิ และของที่กินได้อื่นๆ เช่น มัน กล้วย ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ ความเป็นมาของการกวนข้าวอาซูรอ หรือกวนขนมอาซูรอสืบเนื่องจากได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในสมัยนบีนุฮ (อล) ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ไร่นาของประชาชนและสาวกของนบีนุฮ (อล) และคนทั่วไปอดอาหาร นบีนุฮ (อล) จึงประกาศให้ผู้ที่มีสิ่งของเหลือพอจะรับประทานได้ ให้เอามากองรวมกัน และให้เอาของเหล่านั้นมากวนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารกันโดยทั่วหน้า
8.วันเมาลิด
"เมาลิด"เป็นภาษาอาหรับแปลว่า เกิด ที่เกิด หรือวันเกิด ซึ่งหมายถึงวันสมภพของนบีมูหัมหมัด ตรงกับวันที่ 12 เดือนรอบิอุลเอาวัล หรือเดือนที่ 3 ตามปฏิทินอาหรับมุสลิม จะเลือกเอาวันใด วันหนึ่งในเดือนนี้จัดงานฉลองการเฉลิมฉลองเมาลิดรำลึกถึงท่านนบีมูหัมหมัด (ซ.ล) ก็คือ การแสดงความดีใจ ปลื้มปิติยินดี ชุโกร ให้ความสำคัญในการเกิดมาของท่านนบี (ซ.ล) โดยการรวมตัวกัน เพื่อฟังการอ่านสิ่งที่ง่ายๆจากอัลกุรอานมีการซิกรุลเลาะฮ์ วอลาวาตขอความประสามพรและขอความศานติให้มีแด่ท่านนบี (ซ.ล) ฟังการเล่าชีวประวัติแบบฉบับอันงดงาม บุคลิกภาพอันมีเกียรติของท่านนบี และมีการเลี้ยงรับอาหารคนยากจนและบรรดามุสลิม
9.รอมฎอน
รอมฎอน คือเดือนที่ 9 ของปฏิทินฮิจญ์เราะฮ์ในศาสนาอิสลาม เป็นเดือนที่มุสลิมถือศีลอดทั้งเดือนด้วยเหตุนี้จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "เดือนบวช" และถือว่าเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดเดือนหนึ่ง มุสลิมจะต้องอดอาหารเพื่อที่จะได้เข้าถึงอัลลอฮ์และเพื่อให้มีความอดทน (ตบะ), การอุทิศส่วนกุศล ระลึกถึงภาวะขาดแคลนอาหาร และผู้ที่ไม่ได้รับการดูแลจากสังคม เช่น คนยากจน เป็นต้นเดือนนี้ยังเป็นเดือนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาเป็นทางนำให้กับมนุษย์ มุสลิมจึงต้องอ่านอัลกุรอานเพื่อศึกษาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้ว่าการเป็นอยู่ในโลกนี้ และโลกหน้าจะเป็นอย่างไร จะต้องปฏิบัติธรรมะเพื่อตนเองอย่างไรบ้าง กิจกรรมพิเศษของมุสลิม คือการละหมาดตะรอเวียะฮ์ในยามค่ำของเดือนนี้
10.วันตรุษอิดิลฟิตรี(ฮารีรายอปอซอ)
อีดิลฟิตริ์ ตรงกับวันที่ 1 เดือนเชาวาล (เดือนที่ 10 ตามปฏิทินอิสลาม) เป็นโอกาสเฉลิมฉลองเนื่องจากเสร็จสิ้นจากการถือศีลอดในเดือนรอมะฎอน ที่เรียกว่าอีดิลฟิตรีเนื่องจากมีกิจกรรมสำคัญควบคู่กับอีดนี้คือ"ซะกาตฟิตเราะห์" ซึ่งมุสลิมทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในวันอีดและมีฐานะที่จะทำได้ต้องบริจาคทานเป็นอาหารหลักประจำถิ่น (ถ้าบ้านเราก็บริจาคเป็นข้าวสาร) เวลาบริจาคที่ดีที่สุดก่อนละหมาดอีด
11.วันตรุษอิดิลอัฎฮา (ฮารีรายอฮายี)
เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองการเชือดสัตว์เพื่อพลีทาน ตามความหมายของค า “อีด”แปลว่า รื่นเริงหรือเฉลิมฉลอง คำว่า “อัฎฮา” แปลว่า เชือดสัตว์พลีทาน และยังเป็นวันทีมีการเฉลิมฉลองในการประกอบพิธีฮัจญ์ด้วย โดยในวันอารอฟะห์หรือวันที่ ๙ เดือนซุลฮิจยะห์ตามปฏิทินของอิสลาม วันก่อนอิดิลอัฎอาเพียงหนึ่งวันเป็นวันที่ชาวมุสลิมที่ไปประกอบพีฮัจญ์จะต้องรวมตัวกันที่ทุ่งอัลราฟะห์เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์เพื่อชำระบาปที่ได้กระทำความผิด ในวันนี้ถ้ามีผู้ถือศีลอดไม่กิน ไม่ดื่ม งดเว้นจากการกระทำชั่วทุกอย่างเหมือนกับเดือนรอมฎอนอัลเลาะห์จะอภัยโทษให้ในบาปกรรมที่เคยทำเอาไว้ทั้งหมดเมือ่ปีที่ผ่านมาและของปีหน้า
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น